น้องหมาน้อยโดนทิ้ง ใครใจบุญช่วยหาบ้านให้หนูหน่อยน้าาา
posted on 23 Jun 2009 19:52 by poonnoop
edit @ 23 Jun 2009 20:01:27 by THE K
edit @ 23 Jun 2009 20:05:33 by THE K
edit @ 23 Jun 2009 20:01:27 by THE K
edit @ 23 Jun 2009 20:05:33 by THE K
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า เย็นวันนึง พี่บอกแม่ว่าอยากกินข้าวหมกไก่ เราเลยไปซื้อไก่มาทำกัน โดยหมกไ่ก่ไว้ตอนกลางคืน เดี๋ยวตอนเช้าแม่จะทำให้กิน แล้วตอนเช้าแม่ก็ทำให้กิน อันเนื่องมาจากว่า ข้าพเจ้าตื่นไม่ทัน เลยไม่รู้เลยว่าแม่ทำข้าวหมกไก่อย่างไร พลาดซะแล้วเรา T_T รู้แต่ว่า ทั้งหมดมันอยู่ในหม้อแล้ว ทั้งไก่และข้าว "อร่อย!แฮะ" ปกติแม่ทำกับข้าวไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่้ (อกตัญญูจริงๆ ลูกคนนี้ อิอิ) แล้วเราก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย จนกระทั้งบ่าย จะกินอีกรอบ คือจะบอกว่า แม่ชอบทำกับข้าวทีละเยอะๆ ถึงแม้ทั้งบ้านจะมีกันอยู่ 4 คน แม่ก็จะทำเผื่อแบบคน10คนกินสบาย เพราะลูกแต่ละคน กินทีละ2ถ้วย โอ้ว อย่าพูดถึงพ่อล่ะ กินไม่ต่างกันหรอก อิอิ แต่! สังเกตมาหลายครั้งแล้ว แม่ไม่ค่อยชอบกินเวลาตัวเิองทำ กินจึ๋งนึง ชักแปลกใจแฮะ อิอิ พูดถึงตอนบ่ายต่อ ตักข้าวหมกไก่ขึ้นมา ตักไปตักมา เฮ้ย! ไม่มีไก่! ม่ายน้าาาาาาาาม่ายมีก่ายยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!! ทำไงดีเนี่ย เหลือแต่ข้าว "แม่ค้าบบ ไก่หายอ่ะ เล่นตักกันแต่ไก่ แล้วจะทำไงล่ะเนี่ย " แล้วแม่ก็บอกว่า " ก็เรากะพี่เล่นกินกันแต่ไก่ แล้วมันจะเหลือได้ไงวะ ในตู้เย็นเหลือไก่ที่หมักไว้อยู่ เอามาทำเองละกัน " โอ้ว ได้โอกาสล่ะ ยิ่งชอบทำกับข้าวอยู่ด้วย (ถึงแม้รสชาติจะแย่กว่าที่แม่ทำอีก อิอิ) เอาวะ ทอดๆ อยากกินไก่ทอด คราวนี้ได้คนช่วย พี่น่ะเอง เพราะอยากกินอยู่พอดี
มามะเรามาว่ากันด้วย ไก่ทอดชุบเกล็ดขนมปัง (จริงเหรอ?)
ส่วนผสมความอร่อย(มื้อนี้อร่อยจริงๆนะ ไม่ได้โม้ ^_^)
1. เนื้อช่วงก้นไก่ที่ผ่านการหมักไว้1คืนด้วยผงกะหรี่กับเครื่องปรุงทั้งหลาย (ซึ่งไม่รู้เนื่องจากแม่ทำ) 4 ชิ้นโตๆ
2. แป้งสำหรับชุบทอดแบบเผ็ด 6 ช้อนโต๊ะ
3. ข้าวโอ๊ต ตามศรัทธา (อาจจะงงว่าเอามาทำไม่ล่ะซี้)
4. น้ำเปล่าๆ ครึ่งถ้วย
วิธีทอดทำ
1. เอาไก่ออกมา ดมๆ ว่ามันบูดรึปล่าว ถ้าไม่บูดก็ลุยได้
2.เอาแป้งสำหรับชุบทอดมาละลายนำอุ่น นิดนึง เอาแค่พอละลาย เอาแบบข้นๆนะ อย่างกแป้งใส่น้ำเข้าไปเยอะล่ะ
3. พอแป้งละลายหมดก็เอาไก่ลงชุบ คลุกๆ คือแผนจริงๆของผมกับพี่คืออยากกินไก่ชุบเกล็ดขนมปัง แต่! จะเอาเกล็ดขนมปังมาจากไหนล่ะ แย่แล้ว!
4. ทันใดนั้น เหลือบไปเห็นบนโต๊ะ "ข้าวโอ๊ต!" ใช่แล้วนี่แหละคงแทนกันได้
5. ตักข้าวโอ๊ตใส่จาน เกลี่ยนิดนึง แล้วก็เอาไก่วาง แล้วก็ตักข้าวโอ๊ตแทลงบนไก่อีก คลุกๆๆๆ (กลุกๆๆ) จนไม่เห็นแป้งชุบ และเนื้อไก่ อีก3ชิ้นทำเหมือนกัน ขอแนะนำ อย่า! อย่างกข้าวโอ๊ต ตอนใส่ให้นึกถึงว่า เวลาเราไปกินไก่ทอดที่มันชุบเกล็ดขนมปังแล้วมันรู้สึกว่า "ไรวะ ไก่แมร่งก็ชิ้นเล็ก กรอบแมร่งก็ไม่กรอบ แถมแพงอีก" ไรเงี้ย ก็ทำประชดมันซะเลย
6. ตอนนี้ล่ะยาก ทอดให้เหลืองและกรอบสวยไม่ไหม้ คือต้องใส่น้ำมันให้ท่วมชิ้นไก่ ตั้งไฟจนร้อน
7. พอน้ำมันร้อน สังเกตได้จากเวลาเอาเศษข้าวโอ๊ตที่ติดแป้งเหลือบนจนใส่ลงไปแล้วมันฟู่ๆแบบสะใจ จึงหรี่แก๊สนิดนึง แล้วโยน(เบาๆ)ชิ้นไก่ลงไป
8.คอยตักน้ำมันราดบนชิ้นไก่ด้วย ถ้าน้ำมันไม่ถ้วม(แบบที่ผมทำอยู่) พอไ่ก่เริ่มเหลืองก็เร่งแก๊ส ให้มันกรอบ ที่ตอนแรกเราใช้ไฟอ่อนเพราะต้องการให้ข้างในของไก่มันสุำก แล้วตอนท้ายมันเริ่มสุกก็เร่งแก๊ส ทำให้ผิวไก่กรอบ เอ้อ! อย่าลืมพลิกไก่ด้วยล่ะ เดี๋ยวสุกด้านเดียว อิอิ
9.ตักไก่ใส่จานที่มีกระดาษซับมัน เดี๋ยวอ้วนเกิน หลังจากที่อ้วนมามากพอแล้ว
10. พอไก่เสด็ดน้ำมันก็ตักไก่วางบนเขียงซอยให้เป็นแผ่นเล็กๆคล้ายๆกับ ทงคัสสึ (ถ้าจำไม่ผิดมันคือข้าวหน้าหมูทอด) จะได้กินง่ายๆ และเห็นเนื้อไก่ด้านในขาวๆด้วย
11. ตักวางบนข้าวหมกไก่(ที่ไม่มีไก่)ที่เหลือมาจากตอนเช้า ราดด้วยน้ำจิ้มข้าวหมกไก่และซีอ้วขาว
12. อร่อย!
ข้อควรระวัง(นะๆ อ่านซักติ๊ด)
เวลาทอดเสร็จ ให้ตักเศษๆที่ลอยอยู่ในน้ำมันออกด้วย เพราะมันจะไหม้แล้วทำให้น้ำมันเปลี่ยนสี และทำให้ไก่ทอดแล้วไม่เหลือง มันจะออกดำๆ (เพราะ3ชิ้นหลังที่ทำ ออกมาในโทนสีดำๆ ตอนแรกนึกว่าไหม้ แต่ปล่าวเลย เพราะเศษพวกนี้ต่างหาก)
เอ้อ! เกือบลืมทดสอบว่าไก่สุกรึยัง ให้ใช้ซ้อมจิ้มลงไปดูถ้ามันทะลุแบบง่ายๆ เหมือนตอนที่เราจิ้มไก่เข้าปาก นั่นแหละ สุกแล้ว
ตอนแรกก็ไม่ได้คิดหรอกครับว่าจะได้งา่นนี้ คือบังเอิญว่าเพื่อนชวนออกมาเล่นกันแถวๆโรงเรียน แล้วพอไปถึง พวกเพื่อนๆดันหักหลัง! เล่น dota จบ match แล้วชิ่งกลับบ้านกันหมด เหลือกันอยู่ไม่กี่คน ๒-๓ น่าจะได้ อาจารย์เลยชวนว่า งั้นเราไปเที่ยวงาน ที่ข่วงเมืองกัน แถวๆ หอนาฬิกา หลายคนอาจจะสงสัยว่า "ข่วง" ในที่นี้คืออะไร ข่วง หรืออีกชื่อเต็มๆก็คือ "ข่วงเมือง" หรือ "ข่วงนคร" เนื่องด้วยความขี้เกียจส่วนตัว ขี้เกียจหาข้อมูล ก็จะเอาเฉพาะที่พอรู้นะครับว่า ข่วง เนี่ย ในสมัยอดีต คือที่โล่งๆ ในเมือง ที่ประชาชนจะมาปฏิสัมพันธ์กัน เช่น มีงานประจำเมือง พิธีการต่างๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะรวมไปถึงการประหารชีวิตด้วยหรือปล่าว ไม่แน่ใจ ก็ประมาณนี้ครับ ความหมายของคำว่า"ข่วง"
เอาเป็นว่า หลังจากที่เรามาถึงในงานกัน คือผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะชอบสถานที่ที่คนมากๆหรือแออัดสักเท่าไหร่ ในทีแรกที่ถูกชวน ก็งอแงไม่ยอมมาด้วย แต่พอมีคนบอกว่างานสวยมาก ถ้าได้ไป คงจะได้ถ่ายรูปเป็นแน่แท้ โอ้ เหมือนกับอาการกลัวคนหายไปในทันที ตามเค้าขึ้นรถไปเฉยเลย มารู้ตัวอีกทีก็อยู่กลางงานไปแล้วเรียบร้อย คนเยอะมากๆ มารู้ทีหลังว่าวันนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ท่านเสด็จด้วย คนก็เลยเยอะเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวันแรกและวันเปิดงาน โอ้ งานดูยิ่งใหญ่มากครับ มี "กล๋องปู่จา" (ถ้าจะพิมพ์เป็นไทยก็ กลองบูชา แต่ผมว่ามันดูแปลกๆอย่างไรก็ไม่รู้) ตั้งอยู่รอบงาน เกือบๆ 100 กว่าลูก และที่ตรงกลาง ข้างๆหอนาฬิกา เป็นกล๋องปู่จา ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่มากครับเส้นผ่านศูนย์กลาง ที่ผมพอจะประมาณด้วยสายตา ประมาณ 1.10 เมตร เอ้อ เกือบลืมบอกชื่องานเต็มๆไปเลย ชื่องานก็คือ"งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปี๋ใหม่เมืองนครลำปาง 2552" เวลาจัดงานก็คือ 9-13 เมษายน 2552 ณ ข่วงนครลำปาง เรื่องรายละเอียดงานนี่ ผมไม่ค่อยจะแน่ใจสักเท่าไหร่ ลองไปติดตามอ่านดูที่ http://www.lampang.go.th/public52/nymua/index.html ดูคับ ผมจะเล่าเฉพาะที่ผมเห็นและได้ประสบมาแล้วกัน แล้วผมก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ไปติดใจที่บูทหนึ่ง เป็นงานตัดเจาะกระดาษ ผมไม่แน่ใจว่าชื่อจริงๆเค้าเรียกว่าอะไร เป็นพี่ผู้ชายคนนึงกำลังนั่งตอกกระดาษอยู่ ผมเห็นแล้วก็ดีใจ ที่คนรุ่นใหม่ของเรา ยังสือบทอดวัฒนธรรม ที่กำลังจะเลือนหายไป เพราะคิดว่า งานเหล่านี้เป็นงานที่ล้าสมัย ไม่สนุก แต่ผมว่า งานเหล่านี้ เป็นงานที่น่าสนใจนะครับ ผมเคยลองทำอยู่สองสามครั้ง มันเป็นการฝึกสมาธิ และจินตนาการ ในการที่จะ ตัด เจาะ กระดาษให้ออกมาเป็นรูปหรือลายที่เราต้องการ แล้วอีกบูทหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกันคือ การเล่นดนตรีพื้นเมือง มี "สะล้อ ซึง ปี่ ขลุ่ย" และที่เป็นจุดสนใจของบูทนี้ก็คือ เป็นเด็กตัวเล็กๆ น่าจะอยู่ประมาณชั้นอนุบาล กำลัง "จ๊อย" ให้ฟังอยู่ (จ๊อย จะแปลอย่างไรดีล่ะ ลำบากใจจัง ขับลำนำ ก็ไม่ใช่ คล้ายการแหล่ในภากลาง ก็อาจมีส่วนคล้อยอยู่บ้าง แต่เป็นภาษาเมือง และผมว่าเพราะกว่ามาก ^_^) เก่งมากเลยครับ เด็กเดี๋ยวนี้ ขนาดผมเองยังทำไม่ได้เลย เคยลองอยู่เหมือนกัน
แล้วก็เดินถ่ายรูปไปตามงาน จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป เวลาประมาณ ทุ่มกว่าๆ เกือบสองทุ่มแล้ว พระองค์เสด็จเปิดงาน และ เสด็จเยี่ยมงาน มีการแสดงต่างๆให้พวกเราได้ดูด้วย ผมชอบที่สุดก็ตรงที่กล๋องปู่จา ตีพร้อมกันเนี่ย ได้ใจมักๆ กระหึ่ม เข้ามาถึงในออกเลยล่ะ อาจจะฟังดูเกินจริง แต่ถ้าอยู่ในงานจริงๆ ผมคิดว่าคงรู้สึกไม่ต่างจากผมเท่าไหร่
แล้วผมก็เดินไปดูแถวๆที่เค้าจัดแสดงรถม้าในยุคต่างๆ ไปติดใจตรงที่เค้าเอารูปสถานีรถไฟมาตั้งแสดงเนี่ยแหล่ะ ชอมมาก บังเอิญกล้องมือถือเต็ม เลยไม่ได้ได้ถ่ายมาให้ดูเลย เสียใจๆ น่าเสียดายตั้งแต่ลืมหยิบกล้องติดมือมาด้วยนี่สิ เสียดายมากๆ
กล้องมือถืออีกละ ไม่สวยแน่เลย ผมคิดว่าจะเอาแต่บรรยากาศน่ะคับ ทนดูไปหน่อยละกัน
เมื่อไม่นานมานี้ได้ไปเที่ยวที่สงขลามา๘วัน ความจริงก็ไม่ได้ไปเที่ยวไรหรอก น่าจะเรียกว่าไปเข้าค่ายมากกว่า จะว่าเข้าค่ายก็จะพูดได้ไม่เต็มปากเหมือนกัน เพราะมันเหมือนไปเที่ยวอย่างเดียวเลย ไม่เห็นจะมีกิจกรรมอะไรที่สนับสนุนการเข้าค่ายสักเท่าไหร่นัก
ที่สงขลาร้อนมากกกกก ตั้งแต่ก้าวขาออกจากสนามบินหาดใหญ่ คลื่นความร้อนก็ถาโถมเข้าใส่ทันที
บึก!!! อึ๊ก!!!!ๆๆๆๆๆ
จะร้อนไปไหนเนี่ย โดนแดดยังไม่ถึง ๔ นาทีที่ร่างกายควรจะทนได้ (ร่างกายสามารถทนแดดปกติได้โดยไม่ดำ หรือโดนแดดเผาได้ตามปกติ ๔ นาที) ก็รู้สึกแสบแปล๊บๆ ทันที รีบจ้ำขึ้นรถโดยด่วนเลย ก่อนที่จะตายเป็นมนุษย์ตากแห้งอยู่หน้าสนามบิน เข้าที่พัก
ช่วง๘วันที่ผ่านไป ขอไม่เล่าละกัน น่าเบื่อ เอาวันสุดท้ายดีกว่า ที่ไปตรัง
แล้ววันสุดท้ายหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากค่าย เพราะต้องหลับดึกตื่นเช้ามานาน พร้อมกับมีหวัดติดมาด้วยนิดๆ เราก็ออกเดินทางไปจังหวัดตรังแต่เช้า ไปถึงท่าเรือ จำไมได้ละ ลืม ก็เกือบ ๑๐.๓ๆ๐ ช้าไปชั่วโมงนึง เลยทำให้เวลาในการอยู่ในทะเลของเราลดน้อยลงไปด้วย ขึ้นเรือออกไปสู่มาหาสมุทรอินเดีย ทะเลอันดามัน
สุดยอด!!!!ๆๆๆ
น้ำนิ่งมาก ใสๆ มีสีเขียวเรื่อๆ 'จารย์บอกว่าเป็นเพราะ Si แต่ผมจำไม่ได้ละ ว่าเพราะปฏิกิริยาทางแสงอะไร ทำให้มันออกมาเป็นสีเขียว เห็น 'จารย์ lacture ให้ฟังระหว่างทาง แต่จดม่ายทัน ๕๕๕๕ จุดหมายแรกที่เราจะไปคือถ้ำมรกต แล้วเรือเราก็มาถึง ที่หน้าถ้ำ
โอ้แม่เจ้า!!!!
นี่ถ้ำหรือที่จอดเรือ เรือเพียบ!!! คนคงเยอะน่าดู เราค่อยๆเกาะชูชีพตามกันเข้าไปเป็นเส้นเลย แค่เข้าไปในปากถำ้เราก็ได้สัมผัสถึงความสวยงามของถ้ำมรกตทันที
สวยมากกกกกก!!!!!!!
สีเขียวที่พื้นถ้ำได้ใจมากๆๆ สวยจนบรรยายไม่ออก ต้องมาดูเอง นี่แหละที่เรียกว่า unseen in thailand แล้วตรงกลางถ้ำมืดมาก เพราะแสงสว่างส่องไม่ถึง ถึงตรงนี้แม้แต่แขนก็มองไม่เห็น ได้แต่กลิ่นขี้ค้างคาว แล้วก็ค่อยๆเกาะหลังกันมาจนถึงโค้งสุดท้าย เราก็มาโผล่ที่โพรงตรงกลาง ที่โอบล้อมไปด้วยเขา เนื่องจากการยุดตัวตรงกลางของเกาะ จึงเกิดเป็นโพรงเปิดด้านบนขนาดใหญ่ ที่สุดสุดยอด! นี่เหรอ สิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นที่แท้จริง ผมนอนแผละอยู๋ตรงหาดทราย มองขึ้นไปด้านบน มองมันอยู่อย่างนั้น ผมอยากเก็บทุกความรู้สึก ที่ได้สัมผัส ได้เห็น ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ มารู้ตัวอีกที ก็ตอนที่เพื่อนลากลงน้ำ บอกว่าเคา้จะไปเกาะต่อไปแล้ว ไปกันเหอะ
เกาะต่อมาจำไม่ได้ว่าเกาะไร รู้แต่ว่าเป็นที่ฝึกให้ใช่snockle ลองดำน้ำตื้นกัน ผมเคยใช้มาแล้วเลยไม่มีปัญหาอะไรมากนักแล้วก็โดนลากขึ้นเรือไปยังเกาะเชือก ณ เกาะเชือก ผมก็ยังคงเฉยๆ กับปะการัง เพราะตายซะส่วนใหญ่ แถมสายตาก็สั้น มองไรไม่เห็นเลย จะสนุกก็ตรงที่ได้เล่นกับปลามากกว่า เอาขนมปังลงไปด้วย ปลาตอดทั้งตัวเลย เป็นอะไรที่สนุกมากมาย
เป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ก็คือเกาะกระดาน ที่ guide บอกว่าสวยท่สุดแล้วในบรรดา 3 เกาะที่ผ่านมา เพราะมีโอกาศได้เห็น ปลาดาบ ปลาสิงโต และปลาไหลเมอเร่ แต่ผมไม่เห็นซักตัว ก็เนื่องด้วยสายตาสันอีกน่ะแหละ!!! เซ็ง!! เค้าเห็นปลาสิงโตกันหมด ผมห็นแต่หอยเม่น
อะไรกันเนี่ย!!!!!
อะ เอารูปมาให้ดู แต่ก็มีแต่รูปบนเรื่อนะครับ เพราะกล้องผมไม่ได้กันน้ำ แอบเสียใจเล็กน้อยที่ไม่มีรูปตอนดำน้ำกับรูปที่อยู่ใต้น้ำ ครั้งหน้าถ้าไปอีกเดี๋ยวจะไปหา case กันน้ำให้ได้ก่อนไป
p.s. ถ่ายออกมา under ซะส่วนใหญ่ คิดว่าจะดี แต่กล้อง compact ที่ใช้มันควบคุมอะไรไม่ได้เลย เลยไม่ไดีเท่าที่ควร sony dsc-p72 แต่ผมชอบมากเพราะมีใหญ่ถนัดมือ ถึงแม้ว่าจะเก่าไปหน่อยเหอะ แต่ถ่ายออกมาก็ชอบ เพราะชัดได้ใจ "ใบไม่ในมือจอมยุทธ์" อันนี้พี่ใน trip บอก
ผมเพิ่งไปทะเลมาครับพี่น้องครับ ทริปนี้กะไปวาดรูปอย่างเดียว เลยไม่ได้ติดกล้องตัวเก่งไปด้วย
กะว่าจะไปนั่งซึมซับบรรยากาศอย่างเดียวเท่านั้น ในเป้มีเพียง สี กับกระดาษเท่านั้น 3 วันเท่านั้นกับการ
ที่เราจะได้อยู่กับทะเล แผนการที่ไปมา สรุปได้ดังนี้
วันแรก ไปถึงหาดชะอำ มาก็เกือบเย็น เลยกะว่าพรุ่งนี้จะมาเล่นน้ำ เลยนั่งกิน
ปลาหมึก ไปหนึงชิ้น อยู่ข้างๆหาดชะอำ นั่งดูเค้าเล่นน้ำ เข้าที่พัก
วันที่สอง เวลา ๒ นาฬิกา ปวดท้องอย่างหนัก ท้องเสียคับพี่น้องคับ
น้ำเกลือแร่ และยาแก้ท้องเีสียที่กินเข้าไป ยังไม่ทันจะซึม
ก็ถูกพ่นออกมาก่อน จะรอดมั้ยเนี่ย ขาดน้ำอย่างหนัก
จำใจต้องนอนโรงบาล จึงย้ายแหล่งพำนักไปโรงพยาบาลหัวหิน
วันที่สาม เนืองจากซื้อตั๋วรถล่วงหน้า จึงต้องจำใจกลับในตอนเย็น
หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลในตอนบ่าย
ดูสิคับ ยังไม่ทันได้แตะทะเลซักแอะเลย ซักนิดๆ แอบเซ็ง นี่เราไปทะเลเพื่อ!!!! ไปเพื่อไปนอน
โรงพยาบาลหัวหิน ทำให้เราได้รู้ว่า โรงพยาบาลหัวหินตอนวันอาทิตย์นี่ คนเยอะเหมือนกัน
เพราะตอนแรกต้องนอนดูอาการที่ห้องฉุกเฉินก่อน หมอใจดีมากเลยคับ พยาบาลก็ด้วย
ขอบคุณทุกคนมากเลยคับที่ทำให้ผมรอดมาได้
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า แค่ปลาหมึกเพียงชิ้นเดียว! เพราะตอนนั้นรีบเข้าที่พักด้วย ทำให้ไม่มี
เวลากินมากมาย ผมว่า ถ้ามีเวลามากกว่านั้น ผมคงไม่รอดแน่ๆ เพราะชอบสวาปามกินดะไปทุกอย่าง
ผมล่ะซึ้งใจกับปลาหมึกชิ้นนั้นมาก คอยดูเหอะ เดี๋ยวจะกลับไปกินอีก เอาให้มันสูญพันธ์เลย จะได้ไม่มี
ใครไปกินแล้วอาหารเป้ฯพิษอีก
รูปก็ไม่ได้วาด ภาพก็ไม่ได้ถ่าย